infist

← บทที่ 11 · คลื่น

สรุป บทที่ 11

คลื่น · 15 หัวข้อ ตัดมาจากกรอบสรุปในคู่มือ

คลื่น (Waves) คลื่น คือ การส่งต่อสภาวะการรบกวน แบ่งประเภทตามการส่งต่อสภาวะการรบกวนของพลังงาน คลื่นกล (Mechanical Waves) คือ คลื่นที่ต้องใช้ตัวกลางในส่งต่อการ รบกวนของพลังงาน  เช่น คลื่นน้ำ คลื่นเสียง คลื่นในเส้นเชือก เป็นต้น คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Waves) คือ คลื่นที่
การส่งต่อการรบกวน (Propagation of a Disturbance) · ดูในคู่มือ หน้า 2
อ่านเป็นข้อความ
คลื่น (Waves) คลื่น คือ การส่งต่อสภาวะการรบกวน แบ่งประเภทตามการส่งต่อสภาวะการรบกวนของพลังงาน คลื่นกล (Mechanical Waves) คือ คลื่นที่ต้องใช้ตัวกลางในส่งต่อการ รบกวนของพลังงาน เช่น คลื่นน้ำ คลื่นเสียง คลื่นในเส้นเชือก เป็นต้น คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Waves) คือ คลื่นที่ไม่ต้องใช้ ตัวกลางในส่งต่อการรบกวนของพลังงาน เช่น คลื่นแสง คลื่นวิทยุ เป็นต้น แบ่งประเภทตามการส่งต่อการรบกวนของการเคลื่อนที่ของคลื่นเทียบกับการเคลื่อนที่ ของสื่อตัวกลาง คลื่นตามยาว (Longitudinal Waves) คือ คลื่นที่มีการเคลื่อนที่ขนานกับ การเคลื่อนที่ของสื่อตัวกลาง เช่น คลื่นเสียง เป็นต้น คลื่นตามขวาง (Transverse Waves) คือ คลื่นที่มีการเคลื่อนที่ตั้งฉากกับ การเคลื่อนที่ของสื่อตัวกลาง เช่น คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นต้น แบ่งประเภทตามความต่อเนื่องของช่วงเวลาในการส่งต่อการรบกวนตาม คลื่นดล (Pulse Wave) คือ คลื่นที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ คลื่นต่อเนื่อง (Continuous Wave) คือ คลื่นที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ข้อสังเกต ตัวกลางของคลื่นไม่ได้เคลื่อนที่ไปกับคลื่น แต่จะสั่นกลับไปมารอบตำแหน่งเดิม
การเคลื่อนที่ของคลื่น เมื่อกราฟมีการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วขนาด v ไปตามแนวแกน x  ทำให้ ฟังก์ชันของกราฟซึ่งเป็นภาพนิ่ง y(x) จะเปลี่ยนไปเป็น y(x ∓ vt) เป็นเครื่องหมาย -  เมื่อกราฟเคลื่อนที่ไปในทิศทาง +x เป็นเครื่องหมาย +  เมื่อกราฟเคลื่อนที่ไปในทิศทาง -x
การเคลื่อนที่ของคลื่น (Wave Motion) · ดูในคู่มือ หน้า 4
อ่านเป็นข้อความ
การเคลื่อนที่ของคลื่น เมื่อกราฟมีการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วขนาด v ไปตามแนวแกน x ทำให้ ฟังก์ชันของกราฟซึ่งเป็นภาพนิ่ง y(x) จะเปลี่ยนไปเป็น y(x ∓ vt) เป็นเครื่องหมาย - เมื่อกราฟเคลื่อนที่ไปในทิศทาง +x เป็นเครื่องหมาย + เมื่อกราฟเคลื่อนที่ไปในทิศทาง -x
คลื่นรูปไซน์ (Sinusoidal Waves) y(x,t) = Asin(kx ∓ \omega t + φ) y(x,t) คือ การกระจัดของคลื่นตามแนวแกน y A คือ แอมพลิจูดของคลื่น (Amplitude) k คือ เลขคลื่น (Wave Number) โดยที่ k = \frac{2\pi}{\lambda} _{\Pinfist\infist : มัธยมศึกษาตอนปลาย และอุดมศึกษา} _{11 -10} _{คลื่น (Waves)}
คลื่นรูปไซน์ (Sinusoidal Waves) · ดูในคู่มือ หน้า 9
อ่านเป็นข้อความ
คลื่นรูปไซน์ (Sinusoidal Waves) y(x,t) = Asin(kx ∓ ωt + φ) y(x,t) คือ การกระจัดของคลื่นตามแนวแกน y A คือ แอมพลิจูดของคลื่น (Amplitude) 2π k คือ เลขคลื่น (Wave Number) โดยที่ k = λ λ คือ ความยาวคลื่น x คือ ตำแหน่งของคลื่นตามแนวแกน x 2π ω คือ ความถี่เชิงมุม (Angular Frequency) โดยที่ ω = 2πf = T 1 f คือ ความถี่ของคลื่น โดยที่ f = T T คือ คาบของคลื่น t คือ เวลา φ คือ เฟสเริ่มต้นของคลื่น (Initial Phase) เครื่องหมาย ∓ ระหว่างเทอม kx กับ ωt บอกถึงทิศทางการเคลื่อนที่ของคลื่น ดังนี้ เครื่องหมาย - อธิบายว่าคลื่นเคลื่อนที่ไปในทิศทาง +x เครื่องหมาย + อธิบายว่าคลื่นเคลื่อนที่ไปในทิศทาง -x λ ω อัตราเร็วคลื่น v = = fλ = T k ความสัมพันธ์ระหว่างความต่างเฟส Δφ กับช่วงเวลา Δt Δφ 2π Δt T = หรือ = T 2π Δt Δφ ความสัมพันธ์ระหว่างความต่างเฟส Δφ กับผลต่างระยะทาง Δr คือ Δφ 2π Δr λ = หรือ = 2π Δr Δφ λ ข้อสังเกต อัตราเร็วคลื่นในตัวกลางหนึ่งมีค่าคงตัวไม่เปลี่ยนแปลงตามการเปลี่ยนแปลง ของความถี่ หรือความยาวคลื่น (ถ้าความถี่เปลี่ยน ความยาวคลื่นจะเปลี่ยนตาม แต่ ผลคูณของความถี่กับความยาวคลื่นคงเดิม)
สมการคลื่นเชิงเส้นใน 1 มิติ สมการ	     \frac{\partial ^{2}y}{\partial x^{2}}=\frac{1}{v^{2}}\frac{\partial ^{2}y}{\partial t^{2}} อธิบายว่า y เป็นคลื่นซึ่งมีอัตราของคลื่นเท่ากับ v และมี	  y(x,t)	= Asin(kx ∓ ωt + φ) 	 เป็นหนึ่งในผลเฉลยของสมการ
สมการคลื่นเชิงเส้น (The Linear Wave Equation) · ดูในคู่มือ หน้า 25
อ่านเป็นข้อความ
สมการคลื่นเชิงเส้นใน 1 มิติ ∂²y ∂²y 1 สมการ = ∂x² v² ∂t² อธิบายว่า y เป็นคลื่นซึ่งมีอัตราของคลื่นเท่ากับ v และมี y(x,t) = Asin(kx ∓ ωt + φ) เป็นหนึ่งในผลเฉลยของสมการ
อัตราเร็วของคลื่นกลบางชนิด รูปแบบทั่วไปของอัตราเร็วของคลื่นกล	 	v =\sqrt{\frac{Elastic Property}{Inertial Property}} อัตราเร็วของคลื่นตามขวางในเส้นเชือก	 	v =\sqrt{\frac{T}{\mu}} T คือ แรงดึงในเส้นเชือก μ คือ ความหนาแน่นเชิงเส้นของเส้นเชือก (μ = \frac{m}{\ell}=\frac{มวล}{ความยาว}
อัตราเร็วของคลื่นบางชนิด (The Speed of Some Waves) · ดูในคู่มือ หน้า 35
อ่านเป็นข้อความ
อัตราเร็วของคลื่นกลบางชนิด Elastic Property รูปแบบทั่วไปของอัตราเร็วของคลื่นกล v = Inertial Property T อัตราเร็วของคลื่นตามขวางในเส้นเชือก v = μ T คือ แรงดึงในเส้นเชือก m มวล μ คือ ความหนาแน่นเชิงเส้นของเส้นเชือก (μ = = ) ความยาว ℓ B อัตราเร็วของคลื่นตามยาวในของไหล (เสียง) v = ρ B คือ Bulk Modulus และ ρ คือ ความหนาแน่นของของไหล Y อัตราเร็วของคลื่นตามยาวในของแข็ง v = ρ Y คือ Young’s Modulus และ ρ คือ ความหนาแน่นของของแข็ง อัตราเร็วของคลื่นผิวน้ำ v = gd g คือ ค่าความเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของโลก และ d คือ ระดับความลึกของน้ำ พลังงานและกำลังของคลื่นตามขวางบนเส้นเชือกในช่วง 1 ความยาวคลื่น เมื่อพิจารณาผลรวมของพลังงานในช่วง 1 ความยาวคลื่นจากการสั่นในแนว ขวางของส่วนเล็กๆ ของเส้นเชือก จะได้ พลังงานของเส้นเชือกในช่วง 1 ความยาวคลื่น ที่มีลักษณะเป็นคลื่นรูปไซน์ 1 U = K = μω²A²λ 4 1 และ E = K + U = 2K = 2U = μω²A²λ 2 U คือ พลังงานศักย์ของเส้นเชือกในช่วง 1 ความยาวคลื่น K คือ พลังงานจลน์ของเส้นเชือกในช่วง 1 ความยาวคลื่น ω คือ ความถี่เชิงมุมของคลื่นในเส้นเชือก A คือ แอมพลิจูดของคลื่นในเส้นเชือก λ คือ ความยาวคลื่นของคลื่นในเส้นเชือก E คือ พลังงานกลของเส้นเชือกในช่วง 1 ความยาวคลื่น กำลังของเส้นเชือกในช่วง 1 ความยาวคลื่น ที่มีลักษณะเป็นคลื่นรูปไซน์ E 1 ℘ = = μω²A²v T 2 ℘ คือ กำลังของเส้นเชือกในช่วง 1 ความยาวคลื่น
หลักการของฮอยเกนส์ (Huygens’s Principle) v\Delta tคลื่นทุติยภูมิ หน้าคลื่นเดิม หน้าคลื่นใหม่ ทุกๆ จุดบนหน้าคลื่นอาจถือได้ว่าเป็นจุดกำเนิดสำหรับคลื่นทุติยภูมิทรงกลม ซึ่งแผ่ออกไปด้วยอัตราเร็วของคลื่นในตัวกลางนั้นๆ  และหน้าคลื่นใหม่ที่เกิดขึ้นคือผิว สัมผัสของคลื่นทุติยภูมิดังกล่าว ข
หลักการของฮอยเกนส์ (Huygens’s Principle) · ดูในคู่มือ หน้า 41
อ่านเป็นข้อความ
หลักการของฮอยเกนส์ (Huygens’s Principle) คลื่นทุติยภูมิ vΔt v หน้าคลื่นเดิม หน้าคลื่นใหม่ ทุกๆ จุดบนหน้าคลื่นอาจถือได้ว่าเป็นจุดกำเนิดสำหรับคลื่นทุติยภูมิทรงกลม ซึ่งแผ่ออกไปด้วยอัตราเร็วของคลื่นในตัวกลางนั้นๆ และหน้าคลื่นใหม่ที่เกิดขึ้นคือผิว สัมผัสของคลื่นทุติยภูมิดังกล่าว ข้อสังเกต หลักการดังกล่าวมองว่าหน้าคลื่นที่แผ่ออกไปไม่ใช่หน้าคลื่นเดิมที่เคลื่อนที่ ออกไป แต่เป็นหน้าคลื่นใหม่ที่เกิดขึ้นจากแหล่งกำเนิดคลื่นบนหน้าคลื่นเดิมแผ่คลื่น ออกไปเสริมกัน
การสะท้อนและการส่งผ่านของคลื่น กฎการสะท้อน (Law of Reflection) มุมตกกระทบ (θ) = มุมสะท้อน (θ′) เมื่อคลื่นเดินทางผ่านรอยต่อของตัวกลางสองตัวกลาง  แล้วอัตราเร็วของคลื่นลดลง คลื่นสะท้อนจะมีเฟสเปลี่ยนไป Δφ = π (หรือ 180°) เมื่อคลื่นเดินทางผ่านรอยต่อของตัวกลางสองตัวกลาง  แล้วอัตราเร็วข
การสะท้อนและการส่งผ่าน (Reflection and Transmission) · ดูในคู่มือ หน้า 45
อ่านเป็นข้อความ
การสะท้อนและการส่งผ่านของคลื่น กฎการสะท้อน (Law of Reflection) มุมตกกระทบ (θ) = มุมสะท้อน (θ′) เมื่อคลื่นเดินทางผ่านรอยต่อของตัวกลางสองตัวกลาง แล้วอัตราเร็วของคลื่นลดลง คลื่นสะท้อนจะมีเฟสเปลี่ยนไป Δφ = π (หรือ 180°) เมื่อคลื่นเดินทางผ่านรอยต่อของตัวกลางสองตัวกลาง แล้วอัตราเร็วของคลื่นเพิ่มขึ้น คลื่นสะท้อนเฟสจะไม่เปลี่ยน Δφ = 0 คลื่นส่งผ่านจะมีเฟสเหมือนเดิม Δφ = 0
กฎของสเนลล์ (Snell’s Law ; Law of Refraction) \frac{\sin \theta ₁}{\sin \theta ₂}=\frac{v₁}{v₂}=\frac{\lambda ₁}{\lambda ₂} θ₁ คือ มุมของเส้นรังสีเทียบกับเส้นปกติในตัวกลางที่ 1 θ₂ คือ มุมของเส้นรังสีเทียบกับเส้นปกติในตัวกลางที่ 2 v₁ คือ อัตราเร็วคลื่นในตัวกลางที่ 1 v₂ คือ อัตราเร
การหักเห (Refraction) · ดูในคู่มือ หน้า 48
อ่านเป็นข้อความ
กฎของสเนลล์ (Snell’s Law ; Law of Refraction) λ₁ v₁ sinθ₁ = = v₂ sinθ₂ λ₂ θ₁ คือ มุมของเส้นรังสีเทียบกับเส้นปกติในตัวกลางที่ 1 θ₂ คือ มุมของเส้นรังสีเทียบกับเส้นปกติในตัวกลางที่ 2 v₁ คือ อัตราเร็วคลื่นในตัวกลางที่ 1 v₂ คือ อัตราเร็วคลื่นในตัวกลางที่ 2 λ₁ คือ ความยาวคลื่นในตัวกลางที่ 1 λ₂ คือ ความยาวคลื่นในตัวกลางที่ 2 ข้อสังเกต เมื่อคลื่นตกกระทบรอยต่อระหว่างตัวกลาง คลื่นส่วนหนึ่งจะเกิดการสะท้อน และอีกส่วนหนึ่งจะเกิดการหักเห การหักเหของคลื่นเป็นการเปลี่ยนอัตราเร็วของคลื่นเมื่อผ่านเข้าไปในอีก ตัวกลางหนึ่ง แต่อาจไม่เปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ของคลื่นก็ได้
มุมวิกฤต (Critical Angle) มุมวิกฤต (Critical Angle, θ_{c}) คือ มุมตกกระทบน้อยสุดซึ่งทำให้คลื่นเกิดการ สะท้อนกลับหมด \sin \theta _{C}=\frac{v₁}{v₂}=\frac{\lambda ₁}{\lambda ₂}
การสะท้อนกลับหมด (Total Internal Reflection) · ดูในคู่มือ หน้า 53
อ่านเป็นข้อความ
มุมวิกฤต (Critical Angle) มุมวิกฤต (Critical Angle, θ ) คือ มุมตกกระทบน้อยสุดซึ่งทำให้คลื่นเกิดการ c สะท้อนกลับหมด v₁ λ₁ sinθ = = C v₂ λ₂
หลักการซ้อนทับ (Superposition) หลักการซ้อนทับ (Superposition) คือ การรวมกันของฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์แบบ พีชคณิต (Algebra) ∴ ฟังก์ชันคลื่นที่ตำแหน่งและเวลาเดียวกันจะรวมกันแบบพีชคณิต  เพื่อเกิดเป็นฟังก์ชัน คลื่นขบวนใหม่ได้
หลักการซ้อนทับ (Superposition) · ดูในคู่มือ หน้า 55
อ่านเป็นข้อความ
หลักการซ้อนทับ (Superposition) หลักการซ้อนทับ (Superposition) คือ การรวมกันของฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์แบบ พีชคณิต (Algebra) ∴ ฟังก์ชันคลื่นที่ตำแหน่งและเวลาเดียวกันจะรวมกันแบบพีชคณิต เพื่อเกิดเป็นฟังก์ชัน คลื่นขบวนใหม่ได้
การรวมกันของคลื่นรูปไซน์ (Sinusoidal Waves) สองขบวนซึ่งต่างกัน เพียงแค่เฟสเริ่มต้น แอมพลิจูดจะสูงสุด     	เมื่อ  Δφ	= 2mπ	 	; m = 0, 1, 2, 3, … แอมพลิจูดจะเป็นศูนย์ 	เมื่อ  Δφ	= (2m - 1)π 	 ; m = 1, 2, 3, …
หลักการซ้อนทับ (Superposition) · ดูในคู่มือ หน้า 59
อ่านเป็นข้อความ
การรวมกันของคลื่นรูปไซน์ (Sinusoidal Waves) สองขบวนซึ่งต่างกัน เพียงแค่เฟสเริ่มต้น แอมพลิจูดจะสูงสุด เมื่อ Δφ = 2mπ ; m = 0, 1, 2, 3, … แอมพลิจูดจะเป็นศูนย์ เมื่อ Δφ = (2m - 1)π ; m = 1, 2, 3, …
การแทรกสอดของคลื่นสองขบวนจากแหล่งกำเนิดคลื่นอาพันธ์ กรณีที่มีเฟสเริ่มต้นเหมือนกัน แทรกสอดแบบเสริม\Delta r = m\lambda ; m = 0, 1, 2, 3, … แทรกสอดแบบหักล้าง\Delta r=(m-\frac{1}{2})\lambda ; m = 1, 2, 3, … กรณีที่มีเฟสเริ่มต้นต่างกัน π (180º) แทรกสอดแบบหักล้าง \Delta r = m\lambda ;
การแทรกสอด (Interference) · ดูในคู่มือ หน้า 63
อ่านเป็นข้อความ
การแทรกสอดของคลื่นสองขบวนจากแหล่งกำเนิดคลื่นอาพันธ์ กรณีที่มีเฟสเริ่มต้นเหมือนกัน แทรกสอดแบบ เสริม Δr = mλ ; m = 0, 1, 2, 3, … 1 แทรกสอดแบบ หักล้าง Δr = (m - )λ ; m = 1, 2, 3, … 2 กรณีที่มีเฟสเริ่มต้นต่างกัน π (180º) แทรกสอดแบบ หักล้าง Δr = mλ ; m = 0, 1, 2, 3, … 1 แทรกสอดแบบ เสริม Δr = (m - )λ ; m = 1, 2, 3, … 2
การเลี้ยวเบนผ่านช่องแคบเดี่ยว กรณีบัพ (Node) m\lambda ; m = 1, 2, 3, ... \Delta r = asin\theta  =กรณีปฏิบัพ (Antinode) (m +\frac{1}{2})\lambda ; m = 1, 2, 3, ... Δr คือ ความต่างระยะทางของคลื่นสองขบวนซึ่งเคลื่อนที่จากขอบของช่องแคบเดี่ยว a คือ ความกว้างของช่องแคบเดี่ยว θ คือ มุมเที
การเลี้ยวเบน (Diffraction) · ดูในคู่มือ หน้า 74
อ่านเป็นข้อความ
การเลี้ยวเบนผ่านช่องแคบเดี่ยว กรณีบัพ (Node) mλ ; m = 1, 2, 3, ... Δr = asinθ = กรณีปฏิบัพ (Antinode) 1 (m + )λ ; m = 1, 2, 3, ... 2 Δr คือ ความต่างระยะทางของคลื่นสองขบวนซึ่งเคลื่อนที่จากขอบของช่องแคบเดี่ยว a คือ ความกว้างของช่องแคบเดี่ยว θ คือ มุมเทียบกับแนวปฏิบัพ (Antinode) กลาง (Antinode กว้างที่สุด) m คือ ลำดับริ้วการเลี้ยวเบน λ คือ ความยาวคลื่น
คลื่นนิ่ง (Standing Wave) เมื่อคลื่นสองขบวนที่เหมือนกันเคลื่อนที่เข้าหากัน  และมารวมกัน  จะเกิดรูปแบบคลื่น ซึ่งอยู่นิ่งๆ จามสมการ y = A(x)\cos (\omega t); A(x) = 2Asin(kx)
คลื่นนิ่ง (Standing Wave) · ดูในคู่มือ หน้า 76
อ่านเป็นข้อความ
คลื่นนิ่ง (Standing Wave) เมื่อคลื่นสองขบวนที่เหมือนกันเคลื่อนที่เข้าหากัน และมารวมกัน จะเกิดรูปแบบคลื่น ซึ่งอยู่นิ่งๆ จามสมการ y = A(x)cos(ωt) ; A(x) = 2Asin(kx)
คลื่นนิ่งในเส้นเชือกที่ถูกตรึงสองด้าน \lambda _{n}=\frac{2L}{n}  และ f_{n}=\frac{nv}{2L} และ f₁ = \frac{v}{2L} และ f_{n}= nf₁ \lambda _{n}คือ ความยาวคลื่นของฮาร์มอนิกลำดับที่ n f_{n} คือ ความถี่คลื่นของฮาร์มอนิกลำดับที่ n L คือ ระยะห่างระหว่างปลายตรึงสองด้าน n คือ ลำดับของฮาร์มอน
คลื่นนิ่ง (Standing Wave) · ดูในคู่มือ หน้า 78
อ่านเป็นข้อความ
คลื่นนิ่งในเส้นเชือกที่ถูกตรึงสองด้าน 2L nv v λ = และ f = และ f₁ = และ f = nf₁ n n n n 2L 2L λ คือ ความยาวคลื่นของฮาร์มอนิกลำดับที่ n n f คือ ความถี่คลื่นของฮาร์มอนิกลำดับที่ n n L คือ ระยะห่างระหว่างปลายตรึงสองด้าน n คือ ลำดับของฮาร์มอนิก (จำนวนของ Antinodes) v คือ อัตราเร็วของคลื่น f₁ คือ ความถี่มูลฐาน (Fundamental Frequency) ซึ่งเป็นความถี่ต่ำสุดที่เป็นไปได้ ของการสั่น