infist

← บทที่ 18 · แสงเชิงคลื่น

สรุป บทที่ 18

แสงเชิงคลื่น · 11 หัวข้อ ตัดมาจากกรอบสรุปในคู่มือ

เงื่อนไขสำหรับการแทรกสอด 1) แสงมาจากแหล่งกำเนิดคลื่นอาพันธ์ (Coherent) 2) แสงมีความยาวคลื่นค่าเดียวตลอดการทดลอง (Monochromatic) เช่น เลเซอร์
การทดลองสลิตคู่ของยัง (Young’s Double-Slit Experiment) · ดูในคู่มือ หน้า 2
การทดลองช่องสลิตคู่ของยัง (Young’s Double-Slit Experiment) กรณีแถบสว่าง \pm m\lambda; m = 0, 1, 2, ... \Delta r = dsin\theta  \approx  dtan\theta  \approx\frac{dy}{L}=กรณีแถบมืด \pm (m -\frac{1}{2})\lambda; m = 1, 2, 3, ... Δr คือ ความต่างระยะทางของคลื่นสองขบวนซึ่งแทรกสอดกัน d คื
การทดลองสลิตคู่ของยัง (Young’s Double-Slit Experiment) · ดูในคู่มือ หน้า 4
ความเข้มแสงในการทดลองช่องแคบคู่ของยัง I = I_{\max}\cos ^{2}(\frac{\Delta φ}{2}) I คือ ความเข้มของการแทรกสอดที่ความต่างเฟส Δφ I_{\max} คือ ความเข้มสูงสุดของการแทรกสอด Δφ คือ ความต่างเฟส ณ ตำแหน่งที่พิจารณา
การกระจายตัวของความเข้มแสงของสลิตคู่ (Intensity Distribution of the Double-Slit) · ดูในคู่มือ หน้า 21
การแทรกสอดในฟิล์มบาง (Interference in Thin Films) 1) ความยาวคลื่นที่ใช้ในการคำนวณ คือ ความยาวคลื่นในฟิล์มบาง เมื่อรู้ความยาวคลื่นในสุญญากาศ (ในอากาศ) จะได้ความยาวคลื่นในฟิล์มบางเป็น \lambda ₂ =\frac{\lambda}{n₂} 2) ผลต่างของระยะทางของคลื่นสองขบวนที่มาแทรกสอดกัน คือ \Delta r = 2t
การกระจายตัวของความเข้มแสงของสลิตคู่ (Intensity Distribution of the Double-Slit) · ดูในคู่มือ หน้า 26
วงแหวนของนิวตัน (Newton's Ring) 1) ความยาวคลื่นที่ใช้ในการคำนวณ คือ ความยาวคลื่นในตัวกลางระหว่างเลนส์นูน กับแท่งแก้วซึ่งมีดรรชนีหักเหเป็น n₂  เมื่อรู้ความยาวคลื่นในสุญญากาศ (ในอากาศ) จะได้ความยาวคลื่นในตัวกลางดรรชนีหักเห n₂ คือ \lambda ₂ =\frac{\lambda}{n₂} 2) ผลต่างของระยะทางของ
การกระจายตัวของความเข้มแสงของสลิตคู่ (Intensity Distribution of the Double-Slit) · ดูในคู่มือ หน้า 34
ไมเคิลสันอินเตอร์เฟียโรมิเตอร์ (The Michelson Interferometer) \Delta r = 2|L₁ - L₂| = m\lambda L₁ คือ ระยะห่างระหว่างกระจก M กับกระจก M₁ L₂ คือ ระยะห่างระหว่างกระจก M กับกระจก M₂ λ คือ ความยาวคลื่นที่ใช้ในการทดลอง m คือ เลขที่บอกถึงการเลื่อนของริ้วการแทรกสอด กรณีที่ m เป็นจำนวนเต
การกระจายตัวของความเข้มแสงของสลิตคู่ (Intensity Distribution of the Double-Slit) · ดูในคู่มือ หน้า 38
การเลี้ยวเบนผ่านสลิตเดี่ยว กรณีแถบมืด \pm m\lambda; m = 1, 2, 3, ... \Delta r = asin\theta  \approx  atan\theta  \approx\frac{ay}{L}=กรณีแถบสว่าง \pm (m +\frac{1}{2})\lambda; m = 1, 2, 3, ... Δr คือ ความต่างระยะทางของคลื่นสองขบวนซึ่งเคลื่อนที่จากขอบของสลิตเดี่ยว a คือ ความกว้างขอ
การทดลองการเลี้ยวเบนผ่านสลิตเดี่ยว (Single-Slit Diffraction Experiment) · ดูในคู่มือ หน้า 44
ความเข้มแสงของการเลี้ยวเบนผ่านช่องแคบเดี่ยว I = I_{\max}(\frac{\sin (\Delta \beta /2)}{\Delta \beta /2})^{2} I คือ ความเข้มของการแทรกสอดที่ความต่างเฟส Δβ I_{\max} คือ ความเข้มสูงสุดของการแทรกสอด Δβ คือ ความต่างเฟส ณ ตำแหน่งที่พิจารณา ของแสงที่มาจากขอบของช่องแคบเดี่ยว
การทดลองการเลี้ยวเบนผ่านสลิตเดี่ยว (Single-Slit Diffraction Experiment) · ดูในคู่มือ หน้า 46
การเลี้ยวเบนผ่านสลิตคู่ เมื่อแสง Monochromatic ผ่านช่องสลิตคู่ที่แต่ละช่องกว้าง a  และ ตำแหน่งกึ่งกลางของแต่ละช่องอยู่ห่างกันเป็นระยะ d  ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจะ ประกอบไปด้วยการแทรกสอดและการเลี้ยวเบน  โดยการเลี้ยวเบนจะทำหน้าที่เป็น แอมพลิจูดของการแทรกสอด (สามารถคำนวณข้อมูลการแทรกส
การเลี้ยวเบนผ่านสลิตคู่ (Intensity of Two-Slit Diffraction Patterns) · ดูในคู่มือ หน้า 55
กำลังแยกของช่องแคบเดี่ยวแบบวงกลม \sin \theta  \approx  \theta  \approx  1.22\frac{\lambda}{D} θ คือ มุมมากที่สุดที่เริ่มแยกไม่ออกว่ามีแหล่งกำเนิดแสงสองแหล่ง λ คือ ความยาวคลื่น D คือ เส้นผ่านศูนย์กลางของช่องแคบเดี่ยว
กำลังแยกของสลิตเดี่ยวและช่องรับแสงวงกลม (Resolution of Single-Slit and Circular Apertures) · ดูในคู่มือ หน้า 61
เกรตติงเลี้ยวเบน (The Diffraction Grating) เมื่อช่องสลิตมีจำนวนมากๆ  แถบสว่างปฐมภูมิ (Primary Maximum) จะ ยิ่งแคบลงมากๆ จนเป็นเส้นชัดเจน  แต่แถบสว่างทุติยภูมิ (Secondary Maximum) จะมีความเข้มน้อยมากๆ จนแทบมองไม่เห็น   จึงสนใจเพียงตำแหน่งของแถบสว่าง เนื่องจากวัดตำแหน่งได้สะดวกและแ
เกรตติ้งเลี้ยวเบน (The Diffraction Grating) · ดูในคู่มือ หน้า 66