← บทที่ 19 · ฟิสิกส์อะตอมและควอนตัมฟิสิกส์
สรุป บทที่ 19
ฟิสิกส์อะตอมและควอนตัมฟิสิกส์ · 11 หัวข้อ ตัดมาจากกรอบสรุปในคู่มือ


อ่านเป็นข้อความ
วัตถุดำ (Blackbody) วัตถุดำ คือ วัตถุที่ดูดกลืนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทุกความยาวคลื่นอย่างสมบูรณ์ และ เมื่อวัตถุดำมีความร้อนสูงกว่าสิ่งแวดล้อม วัตถุดำจะแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาทุก ความยาวคลื่น กฎของสเตฟาน (Stefan’s Law) ℘ = σAeT⁴ ℘ คือ กำลังในการแผ่รังสี σ คือ Stefan’s Constant ≈ 5.6696×10⁻⁸ W/m²·K⁴ A คือ พื้นที่ผิวของวัตถุ e คือ ความสามารถในการแผ่รังสี (Emissivity) และ สำหรับวัตถุดำ e = 1 T คือ อุณหภูมิที่พื้นผิววัตถุในหน่วย K กฎการกระจัดของวีน (Wien’s Displacement Law) I 4,000 K 3,000 K 2,000 K λ(μm) 0 1 2 3 λ T = 2.898×10⁻³ m·K max λ คือ ความยาวคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความเข้มมากสุดที่แผ่รังสีออกมาจากวัตถุดำ max T คือ อุณหภูมิที่พื้นผิววัตถุดำในหน่วย K ข้อสังเกต วัตถุดำไม่จำเป็นต้องมีสีดำ แต่เป็นวัตถุในอุดมคติที่ดูดกลืนและแผ่ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้อย่างสมบูรณ์ วัตถุที่มีอุณหภูมิสูงจะแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในหลายๆ ช่วงความยาวคลื่น ด้วยความเข้มที่แตกต่างกัน โดยวัตถุยิ่งมีอุณหภูมิสูงขึ้น คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่แผ่ออก มาด้วยความเข้มมากที่สุดจะมีความยาวคลื่นสั้นลง เช่น วัตถุที่แผ่แสงสีแดงออกมาเข้ม สุดจะมีอุณหภูมิต่ำกว่าวัตถุที่แผ่แสงสีน้ำเงินออกมาเข้มสุด เป็นต้น

อ่านเป็นข้อความ
สมมติฐานของมัคส์ พลังค์ (Plank Hypothesized) 1) พลังงานของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่แผ่รังสีจาก Oscillator มีค่าได้เฉพาะ และไม่ต่อเนื่อง ตามสมการ E = nhf n E คือ พลังงานของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่แผ่รังสีจาก Oscillator n n คือ จำนวนเต็มบวก เรียกว่า “เลขควอนตัม (Quantum Number)” h คือ Planck’s Constant ≈ 6.626×10⁻³⁴ J·s f คือ ความถี่ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่แผ่รังสีจาก Oscillator 2) Oscillator จะปล่อยหรือดูดกลืนพลังงานเมื่อเปลี่ยนแปลงจากสถานะ ควอนตัมหนึ่งไปยังอีกสถานะหนึ่ง ความแตกต่างของพลังงานทั้งหมดระหว่างสถานะ เริ่มต้นกับสถานะสุดท้ายนั้นถูกปล่อยหรือดูดกลืนเป็นรังสีควอนตัมเดียว นั่นคือ พลังงานดังกล่าวจะเท่ากับ E = hf จากสมมติฐานทั้ง 2 ข้อ Max Planck ได้ใช้แนวคิดเช่นเดียวกับ Rayleigh-Jeans เพื่อให้ได้มาซึ่งความหนาแน่นของพลังงาน โดยขึ้นกับพลังงาน เฉลี่ย (ขึ้นกับเทอม k T) แต่พลังงานเฉลี่ยไม่ได้ขึ้นกับทฤษฎีส่วนแบ่งพลังงาน B (Equipartition Theorem) พลังงานเฉลี่ยของคลื่นถูกมองว่าเป็นความต่างของ พลังงานเฉลี่ยระหว่างระดับพลังงานของ Oscillator ซึ่งความน่าจะเป็นของสถานะ E - k T พลังงานขึ้นกับ e นำมาสู่สมการ B 2πhc² I(λ,T) = hc/λk T B λ⁵( - 1) e




อ่านเป็นข้อความ
ปรากฏการณ์คอมพ์ตัน (The Compton Effect) พิจารณาโมเมนตัมของโฟตอน จาก E² = p²c² + E₀² E² = p²c² + (m₀c²)² เนื่องโฟตอนมีอัตราเร็วเท่ากับ c ดังนั้น m₀ จะต้องเป็นศูนย์ เพื่อที่มวลของโฟตอน จะได้ไม่มีขนาดเป็นอนันต์ จะได้ E² = p²c² + ((0)c²)² E ∴ p = c p คือ ขนาดโมเมนตัมของโฟตอน E คือ พลังงานของโฟตอน c คือ อัตราเร็วของแสงในสุญญกาศ hf p = ; E = hf c h p = ; c = fλ λ h คือ Planck’s Constant ≈ 6.626×10⁻³⁴ J·s λ คือ ความยาวคลื่นของโฟตอน พิจารณาโฟตอนความยาวคลื่น λ ความถี่ f เคลื่อนที่เข้าชนอิเล็กตรอนซึ่งอยู่นิ่ง หลังการชนโฟตอนได้กระเจิงเป็นมุม θ เทียบกับแนวที่โฟตอนเข้ามาชน โดย ความยาวคลื่นได้เปลี่ยนไปเป็น λ′ ความถี่เปลี่ยนไปเป็น f′ อิเล็กตรอนเคลื่อนที่ทำ มุม φ เทียบกับแนวที่โฟตอนเข้ามาชน โดยมีความเร็วขนาด v ดังรูปด้านล่าง v e φ e λ, f θ λ′, f′ กำหนดให้ขนาดโมเมนตัมของโฟตอนก่อนชน คือ p ขนาดโมเมนตัมของโฟตอนหลังชน คือ p′ ขนาดโมเมนตัมของอิเล็กตรอนหลังชน คือ p e จากกฎการอนุรักษ์โมเมนตัม จะได้ Σp⃑ = Σp⃑ f i p⃑ + p⃑′ = p⃑ e p⃑ = p⃑ - p⃑′ e ∴ p ² = p² + p′² - 2pp′cosθ ⋯⋯ (1) e จากกฎการอนุรักษ์พลังงาน (หลังการชนอิเล็กตรอนมีอัตราเร็วสูง) จะได้ ΣE = ΣE f i p′c + E = pc + E₀ E = (p - p′)c + E₀ E² = (p² + p′² - 2pp′)c² + 2(p - p′)cE₀ + E₀² E² - E₀² = (p² + p′² - 2pp′)c² + 2(p - p′)cE₀ p ²c² = (p² + p′² - 2pp′)c² + 2(p - p′)cE₀ e E₀ p ² = (p² + p′² - 2pp′) + 2(p - p′) e c m₀c² p ² = (p² + p′² - 2pp′) + 2(p - p′) e c p ² = p² + p′² - 2pp′ + 2(p - p′)m₀c ⋯⋯ (2) e (1) = (2) จะได้ p² + p′² - 2pp′cosθ = p² + p′² - 2pp′ + 2(p - p′)m₀c (p - p′)m₀c = pp′ - pp′cosθ pp′ p - p′ = (1 - cosθ) m₀c h h 1 h h - = ( )( )(1 - cosθ) m₀c λ λ′ λ λ′ h λ′ - λ = (1 - cosθ) m₀c h ∴ Δλ = (1 - cosθ) m₀c Δλ คือ ความยาวคลื่นของโฟตอนที่เปลี่ยนไปหลังการชน h คือ Planck’s Constant ≈ 6.626×10⁻³⁴ J·s m₀ คือ มวลนิ่งของอิเล็กตรอน (≈ 9.11×10⁻³¹ kg) c คือ อัตราเร็วของแสงในสุญญกาศ θ คือ มุมกระเจิงของโฟตอนเทียบกับแนวของโฟตอนที่เข้ามาชน h จาก λ′ - λ = (1 - cosθ) m₀c h c c - = (1 - cosθ) ; c = fλ m₀c f f′ 1 1 h - = (1 - cosθ) f m₀c² f′ f - f′ h = (1 - cosθ) m₀c² ff′ hff′ f - f′ = (1 - cosθ) m₀c² f คือ ความถี่ของโฟตอนก่อนชน f′ คือ ความถี่ของโฟตอนหลังชน hff′ จาก f - f′ = (1 - cosθ) m₀c² hfhf′ hf - hf′ = (1 - cosθ) m₀c² EE′ E - E′ = (1 - cosθ) E₀ E คือ พลังงานของโฟตอนก่อนชน E′ คือ พลังงานของโฟตอนหลังชน E₀ คือ พลังงานมวลนิ่งของอิเล็กตรอน

อ่านเป็นข้อความ
ความดันรังสีที่เกิดขึ้นกับโฟตอน I P = (f + 1)cos²θ c P คือ ความดันรังสีที่เกิดขึ้นกับโฟตอน f คือ สัมประสิทธิ์การสะท้อนของวัตถุที่โฟตอนเข้าชน (Coefficient of Reflection) θ คือ มุมตกกตระทบของโฟตอน (หรือ มุมสะท้อนของโฟตอน) I คือ ความเข้มของโฟตอน c คือ อัตราเร็วของแสงในสุญญากาศ เมื่อ θ = 0º หรือ โฟตอนตกกระทบตั้งฉากกับผิววัตถุ จะได้ (f + 1)I P = c

อ่านเป็นข้อความ
ความยาวคลื่นเดอบรอยล์ (The de Broglie Wavelength) ในปี ค.ศ 1923 Louis de Broglie ได้เสนอสมมติฐานว่าเนื่องจาก โฟตอนมีลักษณะเป็นทั้งคลื่นและอนุภาค ดังนั้นสสารทุกอย่างในจักรวาลนี้น่าจะมี ลักษณะเป็นทั้งคลื่นและอนุภาคเช่นกัน ซึ่งอธิบายความยาวคลื่นของสสารด้วยสมการ The de Broglie Wavelength ดังนี้ h h p = → λ = p λ h คือ Planck’s Constant ≈ 6.626×10⁻³⁴ J·s λ คือ ความยาวคลื่นของสสาร p คือ ขนาดโมเมนตัมของสสาร





อ่านเป็นข้อความ
แบบจำลองไฮโดรเจนอะตอมของนีลส์ บอห์ร (Bohr’s Model of the Hydrogen Atom) ในปี ค.ศ. 1913 Niels Bohr ได้เสนอแบบจำลองอะตอมแบบใหม่ (ในปัจจุบัน แบบจำลองอะตอมของนีลส์ บอห์ร ได้ถูกแทนที่ด้วยทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัม) โดย ได้รวมแนวคิดทางควอนตัมของ Planck, แนวคิดโฟตอนของ Einstein, แบบจำลอง อะตอมของ Rutherford และกลศาสตร์แบบนิวตัน โดยมีสมมติฐาน 4 ข้อ ดังนี้ 1) อิเล็กตรอนเคลื่อนที่เป็นวงกลมรอบนิวเคลียสภายใต้แรงคูลอมบ์ จาก ΣF⃑ = ma⃑ r k(e)(e) mv² = r r² ke² v² = ⋯⋯ (1) mr 2) อิเล็กตรอนที่อยู่ในวงโคจรที่เสถียรจะไม่ปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมา (ถึงแม้ จะมีความเร่ง) ดังนั้นพลังงานรวมของอิเล็กตรอนจะคงที่ และใช้กลศาสตร์แบบดั้งเดิม (Classical Mechanics) อธิบายได้ (ไม่ได้ใช้กลศาสตร์เชิงสัมพัทธภาพ) จาก E = K + U k(e)(-e) 1 E = mv² + r 2 1 ke² ke² E = m( ) - ; (1) mr r 2 ke² E = - ⋯⋯ (2) 2r 3) อะตอมจะแผ่รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาเมื่ออิเล็กตรอนเปลี่ยนสถานะจากระดับ พลังงานสูงกว่ามายังสถานะที่ระดับพลังงานต่ำกว่า (อะตอมดูดกลืนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ทำให้อิเล็กตรอนเปลี่ยนสถานะจากระดับพลังงานต่ำกว่ามายังสถานะที่ระดับพลังงานสูง กว่า) ตามสมการ E = ΔE γ e เมื่อพิจารณากรณีอะตอมแผ่รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมา จะได้ -hf = E - E f i hc - = E - E f i λ 1 1 = (E - E ) ⋯⋯ (3) i f hc λ 4) โมเมนตัมเชิงมุมของอิเล็กตรอนในวงโคจรที่เสถียรจะต้องเป็นจำนวนเท่าของ ℏ (ขนาดเส้นรอบวงโคจรจะเป็นจำนวนเท่าของความยาวคลื่นของอิเล็กตรอน) จาก 2πr = nλ h 2πr = n( ) p h pr = n → L = nℏ 2π mvr = nℏ n²ℏ² v² = ⋯⋯ (4) m²r² ke² n²ℏ² (1) = (4) จะได้ = mr m²r² n²ℏ² r = n mke² r = a₀n² ; n = 1, 2, 3, … ⋯⋯ (5) n ℏ² a₀ คือ Bohr Radius = ≈ 0.0529 nm mke² ke² mke² (5) แทนใน (2) จะได้ E = - ( ) n 2 n²ℏ² mk²e⁴ E = - ⋯⋯ (6) n 2ℏ²n² 13.606 E ≈ - eV ⋯⋯ (7) n n² 1 1 mk²e⁴ mk²e⁴ (6) แทนใน (3) จะได้ = ((- ) - (- )) hc 2ℏ²n ² 2ℏ²n ² λ i f 1 mk²e⁴ 1 1 = ( - ) 2ℏ²hc n ² n ² λ f i 1 2mπ²k²e⁴ 1 1 = ( - ) h³c n ² n ² λ f i 1 1 1 = R ( - ) H n ² n ² λ f i 2mπ²k²e⁴ R คือ Rydberg Constant = ≈ 1.0973732×10⁷ m⁻¹ H h³c พิจารณาที่ n ค่าต่างๆ f 1 1 1 n = 1 จะได้ Lyman Series = R ( - ) ; n = 2, 3, 4, … f H 1² n² λ 1 1 1 n = 2 จะได้ Balmer Series = R ( - ) ; n = 3, 4, 5, … f H 2² n² λ 1 1 1 n = 3 จะได้ Paschen Series = R ( - ) ; n = 4, 5, 6, … f H 3² n² λ 1 1 1 n = 4 จะได้ Brackett Series = R ( - ) ; n = 5, 6, 7, … f H 4² n² λ 1 1 1 n = 5 จะได้ Pfund Series = R ( - ) ; n = 6, 7, 8, … f H 5² n² λ ข้อสังเกต สเปกตรัมจากหลอดบรรจุแก๊สเป็นสเปกตรัมแบบเส้น แต่สเปกตรัมหลอดไฟ ฟ้าทั้วไปเป็นสเปกตรัมต่อเนื่อง ตามทฤษฎีอะตอมของโบร์ รัศมีวงโคจรของอิเล็กตรอนรอบนิวเคลียส สามารถมีค่าได้เฉพาะบางค่าเท่านั้น อิเล็กตรอนในอะตอมสามารถเปลี่ยนระดับพลังงานโดยการดูดกลืนหรือ ปล่อยพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้เฉพาะบางค่าเท่านั้น ทฤษฎีอะตอมของโบร์ไม่สามารถอธิบายอะตอมที่มีหลายอิเล็กตรอน พลังงานรวมของอิเล็กตรอนในอะตอมมีค่าติดลบมาก แสดงว่าอิเล็กตรอนถูก อะตอมยึดไว้ด้วยพลังงานมาก

อ่านเป็นข้อความ
ฟังก์ชันคลื่น (Wave Function) Normalization Condition ∞ ∫|Ψ|²dx = 1 -∞ Ψ คือ ฟังก์ชันคลื่น (Wave Function) หรือ Probability Amplitude ความน่าจะเป็นที่จะพบอนุภาคในช่วง a ≤ x ≤ b b ℙ = ∫|Ψ|²dx a ℙ คือ ความน่าจะเป็นที่จะพบอนุภาคในช่วง a ≤ x ≤ b ค่าคาดหวังของ f(x) (Expectation Value ; 〈f(x)〉) ∞ 〈f(x)〉 = ∫Ψ*f(x)Ψdx -∞ 〈f(x)〉 คือ ค่าคาดหวังของ f(x) ข้อสังเกต พฤติกรรมของอิเล็กตรอนในระดับอะตอมนั้นไม่สามารถระบุตำแหน่งได้อย่าง ชัดเจน และมีพฤติกรรมเป็นคลื่นได้ ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎีควอนตัม อิเล็กตรอนนอกจากเป็นอนุภาค ยังแสดงสมบัติเป็นคลื่นได้ด้วย แต่ไม่ สามารถแสดงสมบัติความเป็นคลื่นและอนุภาคพร้อมกัน

อ่านเป็นข้อความ
หลักความไม่แน่นอน (The Uncertainty Principle) ℏ ΔxΔp ≥ x 2 Δx คือ ความไม่แน่นอนในการวัดตำแหน่งตามแนวแกน x Δp คือ ความไม่แน่นอนในการวัดโมเมนตัมตามแนวแกน x x h ℏ = ; h คือ Planck’s Constant ≈ 6.626×10⁻³⁴ J·s 2π ℏ ΔEΔt ≥ 2 ΔE คือ ความไม่แน่นอนในการวัดพลังงาน Δt คือ ความไม่แน่นอนในการวัดเวลา

อ่านเป็นข้อความ
สมการชเรอดิงเงอร์ (The Schrödinger Equation) ในปี ค.ศ. 1926 Erwin Schrödinger ได้พัฒนาสมการเพื่อให้อธิบาย พฤติกรรมอนุภาคในเชิงควอนตัม ดังนี้ Time-Independent Schrödinger Equation Ĥ Ψ(r⃑) = EΨ(r⃑) Ψ คือ ฟังก์ชันคลื่นของอนุภาค (Wave Function) หรือ Probability Amplitude E คือ พลังงานรวมของอนุภาค Ĥ คือ Hamiltonian Operator (Energy Operator) โดยที่ Ĥ K̂ Û = + p̂² K̂ K̂ คือ Kinetic Energy Operator ( = ) 2m Û Û คือ Potential Energy Operator ( = U(r⃑)) p̂ p̂ คือ Momentum Operator ( = -iℏ∇⃑) p̂² Ĥ 1 ℏ² p̂ p̂ จะได้ = + U(r⃑) = ( · ) + U(r⃑) = - ∇² + U(r⃑) 2m 2m 2m ในกรณี 1 มิติ (Time-Independent Schrödinger Equation) จะได้ ℏ² ∂² (- + U(x))Ψ(x) = EΨ(x) 2m ∂x² Time-Dependent Schrödinger Equation Ĥ ∂ Ψ(r⃑,t) = iℏ Ψ(r⃑,t) ∂t

อ่านเป็นข้อความ
อนุภาคในกล่อง (A Particle in a Box) อนุภาคมวล m ถูกกักอยู่ในกล่องกว้าง L และมีจุดศูนย์กลางกล่องอยู่ที่ตำแหน่ง x₀ ฟังก์ชันพลังงานศักย์ U(x) L 0 ; x₀ - ≤ x ≤ x₀ + L U(x) = { 2 2 ∞ ; Other x ฟังก์ชันคลื่น 2 L sin( nπ (x - x₀ + L ) ; x₀ - ≤ x ≤ x₀ + L Ψ(x) = L L 2 2 2 0 ; Other x 2L ความยาวคลื่น λ = n n nh ขนาดโมเมนตัม p = n 2L n²π²ℏ² n²h² พลังงาน E = K = = n n 2mL² 8mL² เมื่อ n คือ ระดับพลังงานของอนุภาค (n = 1, 2, 3, ...) ค่าคาดหวังของตำแหน่ง 〈x〉 = x₀ เพิ่มเติม สถานะพื้น (Ground State) คือ สถานะที่ n = 1 สถานะกระตุ้นที่ n (Excited State) คือ สถานะที่ n + 1


อ่านเป็นข้อความ
เลขควอนตัม (The Quantum Numbers) Principal Quantum Number ; n = 1, 2, 3, … โดย n จะสัมพันธ์กับพลังงาน ของอิเล็กตรอนในอะตอม เช่น ระดับพลังงานของอิเล็กตรอนในไฮโดรเจนอะตอม 13.606 คำนวณได้จาก E ≈ - eV เป็นต้น n n² Orbital Quantum Number ; ℓ = 0, 1, 2, …, n - 1 (ในแต่ละระดับ พลังงาน n จะมี ℓ ได้ทั้งหมด n ตัว) โดย ℓ จะสัมพันธ์กับโมเมนตัมเชิงมุมของ อิเล็กตรอนในอะตอม ตามสมการ L = ℓ(ℓ + 1) ℏ เพิ่มเติม : s Orbital คือ ℓ = 0, p Orbital คือ ℓ = 1, d Orbital คือ ℓ = 2, f Orbital คือ ℓ = 3, g Orbital คือ ℓ = 4, … Orbital Magnetic Quantum Number ; m = -ℓ, -ℓ + 1, …, ℓ - 1, ℓ ℓ โดย m จะสัมพันธ์กับโมเมนตัมเชิงมุมตามแนวแกน z ของอิเล็กตรอนในอะตอม ℓ ตามสมการ L = m ℏ z ℓ เพิ่มเติม : แนวแกน z มีทิศทางตามสนามแม่เหล็กจากภายนอกที่กระทำกับอะตอม z L = m ℏ L = ℏ ℓ(ℓ + 1) z ℓ θ B⃑ x, y L m z ℓ จากรูปด้านบน จะได้ cosθ = = L ℓ(ℓ + 1) 1 The Spin Magnetic Quantum Number ; m = + เรียกว่า “Spin Up” และ s 2 1 - เรียกว่า “Spin Down” โดย m จะสัมพันธ์กับ Spin Angular Momentum s 2 ตามแนวแกน z ของอิเล็กตรอนในอะตอม ตามสมการ S = m ℏ z s เพิ่มเติม : Spin ของอิเล็กตรอนนั้นไม่ใช่การหมุนในทางกลศาสตร์แบบดั้งเดิม (Classical Mechanics) แต่ผลการคำนวณทางควอนตัมที่ทำให้อิเล็กตรอนมี โมเมนตัมเชิงมุมราวกับอิเล็กตรอนกำลังหมุนในแบบกลศาสตร์แบบดั้งเดิม The Exclusion Principle ในปี ค.ศ. 1925 Wolfgang Pauli ได้เสนอกฎการกีดกัน (The Exclusion Principle) ดังนี้ “ไม่มีอิเล็กตรอนสองตัวที่สามารถอยู่ในสถานะควอนตัมเดียวกันได้ ดังนั้นจึงไม่มีอิเล็กตรอนสองตัวในอะตอมเดียวกันที่สามารถมีเลขควอนตัมชุดเดียวกัน ได้” เมื่อชุดเลขควอนตัม คือ n, ℓ, m และ m ℓ s